“กำลังมา”

(เลือกที่รูปเพื่ออ่านฉบับเต็ม)

Highlight

หุ้นกลุ่มโกลบอลเทคโนโลยีซึ่งพุ่งแรงในปีนี้ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นเติบโตที่มีมูลค่าตลาดขนาดใหญ่โดย Fund Flow ที่เข้ามา ส่วนใหญ่ เข้ามาซื้อกองทุนอีทีเอฟ เช่น อีทีเอฟที่มีธีมลงทุนในธุรกิจ Cloud และแรงซื้อจากนักลงทุนรายย่อย / วัฎจักรสินค้าคงคลังของตลาดเซมิคอนดักเตอร์ประเภทเมโมรี น่าจะถึงจุดต่ำสุดแล้ว อุปสงค์ของวัฏจักรเซมิคอนดักเตอร์จะเร่งตัวขึ้น / ผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ไม่มีนัยยะต่อหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี  / Data center เป็นหัวใจของเศรษฐกิจดิจิตอล ด้วยข้อมูลที่มากขึ้นจากบริการ cloud คาดว่าการลงทุนที่เพิ่มขึ้นระดับ 10 – 20% ต่อปี ถัดจากนี้

หุ้นกลุ่มโกลบอลเทคโนโลยีซึ่งพุ่งแรงในปีนี้ส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นเติบโตที่มีมูลค่าตลาดขนาดใหญ่ในกลุ่มอินเตอร์เนตเพียงไม่กี่ตัว โดยพบว่า Fund Flow ที่เข้ามานั้นมาจากนักลงทุนรายย่อย และกองทุนอีทีเอฟที่มีธีมสวยงาม ณ จุดขาย Fund Flow ที่เข้ามาจึงลงทุนในหุ้นเติบโตที่มี Story สวยงาม หุ้นเหล่านี้บางตัวกองทุนหลักมองว่าระดับมูลค่าไม่สมเหตุสมผลเท่าไรจึงไม่ได้ลงทุน

ในตอนนี้ กองทุนหลัก Overweight หุ้นในกลุ่มอินเทอร์เนต เซมิคอนดักเตอร์ มีเดีย เกมส์ และ Underweight หุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีฮาร์ดแวร์ บริการทางด้าน ไอที บริการด้านการชำระเงิน และซอร์ฟแวร์ (เนื่องจากระดับมูลค่าไม่สะท้อนพื้นฐานเท่าไรนัก)

ภาพรวมกลุ่มผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ (สัดส่วนลงทุนสูงสุดในพอร์ต 26.7%) กลุ่มนี้รายได้อยู่ในช่วงขาลงมาตั้งแต่ก่อนเจอสถานการณ์ COVID-19 ทำให้นักลงทุนเคยประเมินว่าวัฏจักรการฟื้นตัวของรายได้ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์น่าจะเลื่อนออกไปนานขึ้น วัฎจักรของ รายได้ขาลงที่เกิดขึ้น 8 – 9 ไตรมาสติดต่อกันนั้น เคยเกิดมาแล้วในช่วงวิกฤตการณ์เงินปี ค.ศ. 2008 แต่หากมองลึกลงไปในบางมุม ในรอบนี้มีปัจจัยบวกที่แตกต่างจากปี ค.ศ. 2008 ตรงที่มีอุปสงค์ใหม่เกิดขึ้นจาก Work from Home และการใช้เซมิคอนดักเตอร์กับ เครื่องมือทางการแพทย์ ซึ่งกองทุนหลักประเมินว่าจุดต่ำสุดของวัฎจักรเซมิคอนดักเตอร์ใกล้เข้ามาทุกที

แม้รายได้กลุ่มผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์จะอยู่ในช่วงขาลงแต่ผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ประเภทเมโมรีซึ่งมีสัดส่วนของรายได้สูงสุดในตลาดเซมิคอนดักเตอร์นั้น ประกอบไปด้วยบริษัทระดับโลกที่พัฒนาตัวเองมายาวนานกว่า 30 ปี บริษัทเหล่านี้มีจุดแข็งตรงที่

  • ธุรกิจเป็นอุปสรรคต่อการเข้ามาของผู้แข่งขันหน้าใหม่ (Barriers to entry) เช่น บริษัท TSMC ของไต้หวัน บริษัท Samsung ของเกาหลีใต้
  • สถานการณ์ต่อรายได้และสินค้าคงคลังของตลาดเซมิคอนดักเตอร์ประเภทเมโมรีซึ่งเป็นที่กังวลของตลาดจากประเด็นบริษัท Huawei นั้น กองทุนหลัก ประเมินว่าตลาดกังวลมากเกินไป ระดับสินค้าคงคลังที่ว่าแย่ในตอนนี้ ยังดีกว่าเมื่อ 6 เดือนก่อน
  • รายได้ที่ลดลงไตรมาสแล้วไตรมาสเล่าของผู้ผลิตเซมิคอนดักเตอร์ประเภทเมโมรี เคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี ค.ศ. 2008 วัฏจักรในรอบนั้นกินระยะเวลา 8 – 9 ไตรมาสติดต่อกัน กองทุนหลักประเมินว่า ณ ปัจจุบัน เราอยู่ใกล้กับจุดที่แย่ที่สุดของวัฏจักรแล้ว
  • ในอนาคตยังมีวัฏจักรผลิตภัณฑ์ (Product cycle) ใหม่ๆของเทคโนโลยีสื่อสาร 5G เข้ามาสนับสนุนและต่อยอดให้กับตลาดเซมิคอนดักเตอร์ ภายในระยะ 3 – 5 ปีจะมีการทยอยสร้างโครงสร้างพื้นฐานและสมาร์ทโฟนที่รองรับเครือข่าย 5G เพื่อตอบสนองการใช้งาน ความต้องการเซมิคอนดักเตอร์จึงไม่ได้หยุดอยู่แค่ตรงนี้ ยังต่อยอดไปถึงเรดาร์ ยานยนต์ไฟฟ้า สมาร์ทคาร์ ได้อีก

สไตล์การบริหารกองทุนกองทุนหลัก Fidelity Global Technology fund ส่งผลต่อผลการดำเนินงานในปีนี้อย่างไร

กองทุนหลักมีสไตล์ที่ Underweight หุ้นโมเมนตัม (หรือเรียกว่า Anti-momentum bias) และ Underweight หุ้นเติบโต (Growth Stock) ทำให้ผลตอบแทนในปีนี้ไม่ดีเท่ากับกองทุนอื่นๆ ที่เน้นลงทุนในหุ้นเติบโต (ที่ราคาเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกับหุ้นโมเมนตัม) และหุ้นขนาดใหญ่ หุ้นที่ราคาเพิ่มขึ้นแรงในปีนี้มักเป็นบริษัทเป็นที่เป็นรู้จักกันดีและอยู่ในกระแสของสื่อ นักลงทุนรายย่อยชื่นชอบหุ้นที่มี Story ที่ว่านี้จึงได้เข้ามาลงทุนจนดันราคาให้สูงขึ้น เช่น หุ้นบริษัท Paypal หุ้นบริษัท Shopify หุ้นบริษัท Apple หุ้นบริษัท Microsoft เนื่องจาก มองว่าหุ้นเหล่านี้น่าจะปลอดภัย ลงทุนแล้วสบายใจ กองทุนหลักถือครองหุ้นเหล่านี้น้อยกว่ากองทุนเทคโนโลยีอื่นๆ ในตลาดจึงเป็น สาเหตุให้ผลตอบแทนต่ำกว่า peer group

August 20, 2020